วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี..บรรเลงเพลงถวายอาลัย

บ้านผมอยู่ติดกับบ้าน "ครูรวม พรหมบุรี"  ครูดนตรีไทยฉายา "ระนาดน้ำผึ้งแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง" (ดูรายละเอียด)  ผมจำได้ว่า ตอนเด็กๆ ผมได้ยินเสียงฝึกซ้อมดนตรีไทยจากบ้านครูรวมฯ ดังไปทั่วบริเวณบ้านท่าเสา ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี ตั้งแต่เช้ามืดจรดหัวค่ำ มีทั้งเด็กที่รุ่นราวคราวเดียวกับผม และที่โตกว่าผม  มากินนอนฝึกซ้อมดนตรีไทยอยู่บ้านครูรวมฯ มากมายหลายรุ่น จนรู้จักและคุ้นเคยกันดี

มาวันนี้   ผมไม่ได้ยินเสียงดนตรีไทยจากบ้านครูรวมฯ เหมือนเดิมอีกแล้ว  นานๆ จะมีเสียงฝึกซ้อมระนาดเอก ดังเล็ดลอดออกมาสักครั้ง  ซึ่งมีไม่บ่อยนัก



ดนตรีไทยในราชบุรี กำลังจะสูญหาย
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ ทายาทผู้สืบทอดของครูรวม พรหมบุรี  ท่านเล่าให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้วิถีสังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไป อาชีพคนทำปี่พาทย์มอญไปไม่รอด ที่มีอยู่ก็เป็นคนรุ่นเก่า หากคนรุ่นนี้ตายไปก็คงจบกัน คนรุ่นใหม่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง  วงปี่พาทย์มอญในราชบุรี กำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลา หลายวงต้องล้มหายตายจากไป เหลือแต่เพียงเครื่องดนตรีเก็บรักษาไว้  แต่ไม่มีคนเล่น วันนี้ใน จ.ราชบุรี เหลือวงปี่พาทย์มอญอย่างมากไม่เกิน 10 วง จากเดิมซึ่งมีมากกว่า 30 วง



แล้วจะทำอย่างไร?
ผมถามต่อว่า แล้วจะทำอย่างไรให้วงดนตรีไทย ใน จ.ราชบุรี ยังคงอยู่ได้ต่อไป  ท่านบอกว่า ปัจจัยสำคัญที่วงปี่พาทย์มอญใน จ.ราชบุรี จะอยู่ได้ก็ คือ  
  1. ภาคราชการต้องให้การสนับสนุน อย่างเช่น หากมีการจัดพิธีหรือกิจกรรมใดๆ ของภาครัฐ ซึ่งตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติแต่เดิม ต้องมีดนตรีไทยไปเล่นหรือไปบรรเลงประกอบ ควรให้การสนับสนุนในทันที  แต่ทุกวันนี้ ที่ จ.ราชบุรี แทบไม่มีหน่วยงานไหนให้ความสนใจ           
  2. ภาคศาสนาต้องช่วยรณรงค์  พิธีกรรมทางศาสนาพุทธ หลายพิธีซึ่งแต่เดิมเคยมีดนตรีไทยเล่นประกอบ ทั้งเทศน์มหาชาติ ทั้งเวียนเทียน ทั้งงานบุญ งานศพ กฐิน ผ้าป่าฯลฯ  แต่ปัจจุบัน วัดวาอารามต่างๆ กลับเห็นว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น สิ้นเปลืองโดยปล่าวประโยชน์  ตัวอย่างเช่น พระสงฆ์บางรูปบางวัดในราชบุรี  แนะนำเจ้าภาพงานศพว่า ไม่ต้องมีปี่พาทย์มอญ  สิ้นเปลืองปล่าวๆ นำเงินมาทำบุญอย่างอื่นดีกว่า 
  3. ภาคการศึกษาต้องให้ความสำคัญ  สถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีไทยอย่างจริงใจ (เน้นอย่างจริงใจ) ชุมนุมหรือชมรมดนตรีไทยในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งของราชบุรี ล้วนกำลังล้มหายตายจากเช่นกัน เพราะขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร การจัดกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีไทยที่ทำขึ้นเป็นไปแบบแกนๆ ล้วนไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กแต่อย่างใดเลย 
  4. ภาคประชาชนต้องช่วยกัน ดนตรีไทย คือ มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมซึ่งบรรพบุรุษได้มอบเอาไว้ให้พวกเรา ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงควรตระหนัก หากมีงานใดๆ ที่ต้องใช้ดนตรีไทย และพอที่จะมีเงินอยู่บ้าง อย่าได้มัวลังเลใจ อย่างน้อยก็ช่วยสืบสานต่อลมหายใจให้ดนตรีไทยไม่สูญหายกลายเป็นแค่ตำนาน
หากปัจจัยทั้ง 4 ข้อนี้ ช่วยกัน อาชีพดนตรีไทยของ จ.ราชบุรี คงยังมีลมหายใจต่อชีวิตไปได้อีกสักพัก ดังเช่นที่ จ.สมุทรสงคราม จ.สมุทรสาคร และ จ.เพชรบุรี เขาทำมาแล้ว

ในทัศนะส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า คนที่มีอาชีพเป็นนักดนตรีไทยนี้  ไม่เคยมีใครรวยเลยครับ พวกเขาแค่พอมีกินมีใช้และพอมีเงินที่จะจ่ายเป็นค่าดูแลรักษาเครื่องดนตรีบ้าง พวกเขาก็พอใจแล้วครับ แต่สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขายังประกอบอาชีพนี้อยู่ในปัจจุบัน ก็คือ "ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ช่วยสืบสานไม่ให้ดนตรีไทยนี้ ต้องสูญหายไปต่างหาก"  

รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี..บรรเลงเพลงถวายอาลัย
ทายาทครูรวมฯ เล่าต่อให้ฟังว่าอยากจะจัดงาน "รวมพลคนดนตรีไทยราชบุรี น้อมบรรเลงเพลงถวายอาลัย"  เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ (รัชกาลที่ 9) ซึ่งหลายๆ จังหวัดได้ทำแล้ว ตัวอย่างที่ใกล้บ้านเราก็คือ จ.สมุทรสาคร (ดูรายละเอียด)  โดยงานนี้ ตั้งใจจะเชิญคนดนตรีไทยของราชบุรีทุกคน ทุกวง พร้อมทั้งครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา นักดนตรีอิสระ และประชาชนทั่วไป ที่รักและศรัทธาในดนตรีไทย มาร่วมกันบรรเลง โดยขั้นต้นกำหนดเอาไว้ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560 ส่วนสถานที่ยังไม่ทราบว่าจะจัดที่ไหน ในขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับอาจารย์ท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง 


พสกนิกกร ชาวดนตรีไทย จังหวัดสมุทรสาคร
รวมพลังบรรเลงดนตรีไทยและขับร้อง"เพลงสรรเสริญพระบารมี"
เมื่อ 30 ต.ค.2559

ท่านกล่าวว่า "ไม่รู้จะทำได้แค่ไหน  แต่ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ งานนี้อยากให้คนดนตรีไทยของราชบุรี และผู้ที่ศรัทธาในดนตรีไทย มาร่วมด้วยช่วยกัน สร้างให้เป็นประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งของราชบุรี" 

ผมถามต่อ ตอนนี้มีหน่วยงานใดสนับสนุนกิจกรรมนี้บ้าง
ท่านตอบว่า "ตอนนี้ มีแต่ความคิด แต่มันคงต้องใช้เงินเพื่อจัดเตรียมงาน ก็ยังไม่รู้ว่าจะหามาจากไหน ลำพังคนดนตรีไทยอย่างพวกเราแล้ว ไม่ห่วงครับ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทุกคนยินดีไปร่วมบรรเลง" 


พสกนิกกร ชาวดนตรีไทย จังหวัดสมุทรสาคร
รวมพลังบรรเลงดนตรีไทยและขับร้อง"เพลงสรรเสริญพระบารมี"
เมื่อ 30 ต.ค.2559



ช่วยกันนะครับ ช่วยกันจัดงานนี้ ให้เกิดขึ้น ผมเองก็จะช่วยเต็มกำลังความสามารถที่ผมพอจะมีอยู่ เพื่อให้ผลักดันให้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ผมว่าถ้าจัดกัน "ริมเขื่อนรัฐประชาพัฒนา" สนามหญ้าในเมืองราชบุรีก็ดีครับ วางเครื่องดนตรีเรียงรายยาวตลอดแนวเขื่อนที่กำลังสร้างใหม่ อย่างน้อยก็เป็นการบรรเลงดนตรีไทยริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง แหล่งกำเนิดนักดนตรีไทยชั้นนำของประเทศไทย



******************************
จุฑาคเชน : 9 ธันวาคม 2559
    
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

รู้ว่า..วันนี้ต้องมาถึง



ผมเคยคิดในใจเงียบๆ เสมอมาว่า วันนี้ ต้องมาถึง...
ผมเตรียมทำใจให้ยอมรับไว้เสมอ แล้วมันก็มาถึงจริงๆ ...
แม้จะเตรียมทำใจไว้แล้วก็ตาม  ความรู้สึกหดหู่ สูญเสีย และอ้างว้าง  มันก็ยังคงปกคลุมจิตใจของผมอยู่ดี แม้ว่าภายนอกผมจะดูเข้มแข็ง แต่ในใจกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง ยิ่งกว่าตอนที่ผมสูญเสียพ่อของผมเองเสียอีก

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา แผ่นดินไทยไม่เคยสงบอย่างจีรัง ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และนักการเมือง ผลัดเปลี่ยนแย่งชิงอำนาจการปกครองกันมาโดยตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ.2489 พี่ชายซึ่งเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ท่าน ก็ต้องจากพระองค์ท่านไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยพิษสงของอำนาจดังกล่าว 

"ภาระความเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย จึงตกอยู่ที่พระองค์ท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ท่ามกลางมนต์ดำแห่งความกระหายอำนาจของบุคคลหลายกลุ่มในประเทศไทย"




เหตุการณ์ร้ายในสมัยพระองค์
เหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน  จากความหลงในมนต์ดำของอำนาจและความอยากเป็นผู้ปกครองของบรรดาคนไทยด้วยกันเอง พอที่จะสรุปเรียบเรียงได้ ดังนี้ 
  • พระชนมายุ 19 พรรษา 9 มิ.ย.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 สวรรคต (ดูรายละเอียด) และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 9
  • พระชนมายุ 20 พรรษา 8 พ.ย.2490 การรัฐประหาร นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 21 พรรษา  6 เม.ย.2491 คณะนายทหารกลุ่มที่ทำการรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 จี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบตำแหน่งต่อให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
  • พระชนมายุ 21 พรรษา 1 พ.ย.2491 กบฎแบ่งแยกดินแดน (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 22 พรรษา 26 ก.พ.2492 กบฏวังหลวง (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 24 พรรษา 29 มิ.ย.2494 กบฏแมนฮัตตัน (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 24 พรรษา 29 พ.ย.2494 การรัฐประหาร นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 25 พรรษา 10 พ.ย.2495 กบฏสันติภาพ (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 30 พรรษา 16 ก.ย.2500 การรัฐประหาร นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม
  • พระชนมายุ 31 พรรษา 20 ต.ค.2501 การรัฐประหารเงียบ นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร (ดูรายละอียด)
  • พระชนมายุ 38 พรรษา 7 ส.ค.2508 วันเสียงปืนแตก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้อาวุธโจมตีกองกำลังของรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก (ดูรายละเอียด) เหตุการณ์พรรคคอมมิวนิสต์สงบลงในปี พ.ศ.2525
  • พระชนมายุ 44 พรรษา 17 พ.ย.2514 การรัฐประหาร  โดย จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 46 พรรษา 14 ต.ค.2516 วันมหาวิปโยค เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ขับไล่ จอมพลถนอม กิตติขจร  จอมพลประพาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร   (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 49 พรรษา 6 ต.ค.2519 การต่อต้านการเดินทางกลับประเทศไทยของ จอมพลถนอม กิตติขจร การรัฐประหาร นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 50 พรรษา 26 มี.ค.2520 กบฎพลเอกฉลาด (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 50 พรรษา 20 ต.ค.2520 การรัฐประหาร นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร 
  • พระชนมายุ 64 พรรษา 23 ก.พ.2534 การรัฐประหาร นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 65 พรรษา พ.ศ.2535 เกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 78 พรรษา พ.ศ.2548 เกิดปรากฏการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประชาชนแบ่งแยกออกเป็น "เสื้อเหลือง" และ "เสื้อแดง" (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 79 พรรษา 19 ก.ย.2549 ปฏิวัติ นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 86 พรรษา พ.ศ.2556 เกิดปรากฏการณ์ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)(ดูรายละเอียด)
  • พระชนมายุ 87 พรรษา 22 พ.ค.2557 การรัฐประหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล (ดูรายละเอียด)
ที่นำมาเรียบเรียงก็เพื่อให้เห็นว่า ตลอดพระชนมายุของพระองค์ท่านที่ทรงครองสิริราชสมบัติ มีเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความยากลำบากต่อพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านหลายครั้งหลายครา  พระองค์ไม่ได้มีความสุขอย่างที่พวกเราคิด  พระองค์ท่านได้ทรงประคับประคองราชอาณาจักรไทยจนกระทั่งสามารถผ่านร้อน ผ่านหนาวมาได้หลายครั้งหลายครา จากการแย่งชิงอำนาจของบรรดากลุ่มคนไทยด้วยกันเอง และจากปากเยี่ยวปากกาของชาวต่างชาติทั้งหลายที่ต้องการจะยึดครองราชอาณาจักรไทย 



แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ท่านก็ไม่วายที่จะทรงตรากตรำพระวรกายเสด็จไปเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทั่วประเทศไม่เว้นแม้แต่ในถิ่นทุรกันดาร  เพื่อหาทางช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้ราษฎรของพระองค์ท่าน มีความกินอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี จนเกิดโครงการตามแนวพระราชดำริจำนวนมากมายหลายโครงการ ดังเช่นปัจจุบัน

นักต่อจากนี้ ลูกๆ ของพ่อน่าจะหยุดทะเลาะกันได้แล้ว
ดวงพระวิญญาณของ "พ่อ" คงไม่อยากเห็น "ลูกๆ" ทะเลาะเบาะแว้งกันอีก 

เศรษฐกิจพอเพียง ที่ยังไม่สำเร็จ
ตั้งแต่ พ.ศ.2517 เป็นต้นมา พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่ากระแสเศรษฐกิจทุนนิยมและบริโภคนิยมกำลังแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก พระองค์ท่านจึงได้เริ่มเผยแพร่ "แนวคิดปรัชญาเศรษกิจพอเพียง" ให้แก่ประเทศไทย 

“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...” (18 กรกฎาคม 2517) (ดูรายละเอียด)




หลายปีผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ในทัศนะส่วนตัวแล้ว ผมยังเห็นว่าแนวทางการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตของคนไทย ยังถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จ  พวกเราทำได้แต่เปลือกนอก ยังไม่ถึงแก่นที่แท้จริง สังเกตได้จากพฤติกรรมการบริโภคนิยมและวัตถุนิยมของลูกหลานชาว Generation Z ของเราส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน โครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงที่หน่วยงานภาคราชการพยายามสร้างและพัฒนาขึ้น ล้วนไม่มีความมั่นคงและยั่งยืน ประเทศไทยยังตกอยู่ภายใต้เศรษฐกิจของทุนนิยม 

ดังนั้น...หากพวกเรารักพระองค์ท่านจริง จงพยายามยึดมั่นแนวทางการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านไว้เป็นสำคัญ และช่วยสร้างให้มันเป็นจริงอย่างยั่งยืน 

สิ่งที่ผมทำได้
ผมเป็นเพียงข้าราชการเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีอำนาจบารมีอะไรมากนัก แต่สิ่งที่ผมคิดว่า ผมจะทำให้ดีที่สุดตอนนี้ ก็คือ คำสัตย์ปฎิญาณที่ผมเคยให้ไว้ต่อพระองค์ท่าน ที่กล่าวว่า

"ข้าพระพุทธเจ้า จะประพฤติตนเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่ แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่น ในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา และตามแนวทางในพระบรมราโชวาท ตลอดไป"

แผ่นดินไทยจะเจริญหรือเสื่อมสลาย ก็เพราะข้าราชการอย่างพวกเรานี้แหละ ที่จะต้องเป็นเสาหลักสำคัญของแผ่นดิน หากเป็นเช่นนี้แล้ว ดวงพระวิญญาณพระองค์ท่านจะได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินสู่สวรรคาลัย ด้วยความสุขพระราชหฤทัยสืบไป

***********************
ชาติชยา ศึกษิต

จำขึ้นใจ ข้าราชการที่ดี (https://www.youtube.com/watch?v=sDfO0CQnc8k)
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

เปิดใจฟัง : โรงเรียนคือฆาตกร

เช้าวันนี้ (29 ก.ย.2559) ผมเปิดดูเฟสบุ๊คของผมตามปกติ ได้พบกับคลิบวิดีโอเรื่องการศึกษาที่น่าสนใจมาก ซึ่งสร้างขึ้นโดย "Prince EA" (ดูรายละเอียด)  นักความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจระดับโลก คลิบวิดีโอนี้เป็นสถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการฟ้องร้องระบบโรงเรียนที่เกิดขึ้นในศาล โดยมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการศึกษาเป็นจำเลย มีชื่อเรื่องว่า "THE PEOPLE VS. THE SCHOOL SYSTEM" (ดูต้นฉบับ) ซึ่งคลิบวิดีโอนี้ถูกแปลภาษาไทยและจัดทำซับไตเติ้ลโดย Life  University แชร์ผ่านทางเฟสบุ๊ค : Life Uni  มาให้ชมตามคลิบวิดีโอด้านล้างนี้  (ดูที่มา)



สอนให้ปลาปีนต้นไม้
คุณ Prince EA เริ่มเปิดคดี "ฟ้องร้องระบบโรงเรียน" ด้วยคำกล่าวสำคัญของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ว่า "ทุกคนเป็นอัจฉริยะ...แต่ถ้าคุณตัดสินปลา ด้วยความสามารถในการปีนต้นไม้ มันจะใช้ทั้งชีวิตของมันโดยเชื่อว่า มันช่างโง่เขลา.."

ความหมายก็คือเด็กๆ มีความถนัดกันคนละทาง แต่โรงเรียนกำลังสร้างเด็กๆ นับล้านคนให้เป็นหุ่นยนต์ ให้เป็นปลาที่ต้องปีนต้นไม้ ระบบการศึกษาปัจจุบันสร้างให้เด็กๆ เรียนอย่างหนัก แต่ไม่พบพรสวรค์ของตัวเอง จนเด็กๆ ได้แต่คิดว่าตัวเองโง่ และเป็นคนไร้ค่า  เหตุเพียงแค่ไม่สามารถปีนต้นไม้ได้ตามที่ระบบต้องการ 


โรงเรียนคือฆาตกร
Prince กล่าวฟ้องว่า "โรงเรียนเป็นฆาตกรฆ่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก  ทำลายเอกลักษณ์และเหยียดหยามทางความคิด"  เขายกตัวอย่างนวัตกรรมที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง เช่น โทรศัพท์ รถยนต์ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือห้องเรียน เขาถามจำเลยว่าจะเตรียมความพร้อมนักเรียนในอนาคตหรือในอดีต ระบบการศึกษาในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นเพื่อฝึกคนให้ไปทำงานในโรงงาน บังคับให้นักเรียนนั่งเป็นแถวให้เรียบร้อย นั่งเฉยๆ อยากพูดค่อยยกมือ ใช้เวลา 8 ชั่วโมงต่อวันเพื่อบอกนักเรียนว่า "เธอต้องคิดอะไร" เสร็จแล้วให้เขาแข่งขันกันด้วยเกรดด้วยคะแนน  หากได้คะแนนดี เกรด A คือสินค้าคุณภาพ 

ในโลกยุคปัจจุบัน เราต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความริ่เริ่ม เอาจริงเอาจัง พึ่งพาตนเองได้ มีความสามารถในการเชื่อมโยง เราไม่ต้องการหุ่นยนต์ผีดิบอีกแล้ว





ไม่มีสมองคู่ไหนเหมือนกัน
Prince บอกว่า ไม่มีสมองคู่ไหนที่เหมือนกัน ซึ่งพ่อแม่ที่มีลูกสองคน น่าจะช่วยยืนยันและอธิบายได้ แล้วทำไมการศึกษาถึงต้องกำกับนักเรียนเหมือนแม่พิมพ์ขนม หรือหมวกแก๊ปที่ปรับขนาดได้ สอนสิ่งห่วยๆ ให้เด็กทุกคนในแบบเดียวกัน (คำว่าห่วยๆ นี้ ศาลเตือนให้ระวังคำพูดหน่อย) 

ครูที่ควรได้รับการยกย่องแต่กลับถูกใส่ร้าย
Prince กล่าวถึงครูว่า ครู 1 คนสอนเด็ก 20 คน ทั้งๆ ที่เด็กแต่ละคนมีจุดแข็ง ความต้องการ พรสวรรค์ และความฝันที่แตกต่างกัน แต่ครูกลับสอนในสิ่งที่เหมือนๆ กัน ซึ่งครูเองก็รู้ แต่เมื่อการศึกษาล้มเหลว ครูจึงมักจะถูกใส่ร้ายเสมอ  แต่พวกครูไม่ใช่ปัญหา ที่เป็นปัญหาจริงๆ ก็คือระบบการศึกษาและหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาจากจำเลย (คนในกระทรวง) คนที่ไม่เคยสอนใครเลยในชีวิต เอาแต่หมกหมุ่นกับการวัดผล

ครูควรได้เงินมากเท่าหมอ
อาชีพ "ครู" มีหน้าที่สำคัญที่สุดบนโลกนี้ แต่กลับมีรายได้ "แค่พอกิน" จึงไม่แปลกใจที่ครูไม่ให้ความเต็มที่กับเด็ก ครูควรได้เงินเดือนมากเหมือนหมอ ถึงแม้จะมีนักเรียนเพียง 20% ของประชากร แต่พวกเขาก็คือ 100% ของอนาคต

หากคุณหมอสามารถผ่าตัดหัวใจช่วยชีวิตเด็กได้
ครูที่ดีก็สามารถเข้าถึงหัวใจของเด็กและชี้แนะเด็กให้ใช้ชีวิตที่แท้จริงได้ เช่นกัน

การวัดผล
Prince กล่าวฟ้องต่อว่า แนวคิดว่าการกาข้อสอบของเด็ก จะเป็นตัววัดความสำเร็จ ซึ่งมันไม่เกี่ยวข้องกันเลย ความจริงคือ การสอบแบบนี้มันใช้ไม่ได้ ตามที่ J.Kelly ซึ่งเป็นคนค้นคิดมาตรฐานการสอบบอกว่า "การสอบแบบนี้ มันยากเกินกว่าจะเอาไปใช้" และต้องถูกแบน จริงอยู่ วิชาคณิตศาสตร์อาจสำคัญแต่ไม่ได้สำคัญไปกว่าวิชาศิลปะ หรือการเต้น ควรให้ทุกๆ พรสวรรค์มีโอกาสเท่าเทียมกัน

การศึกษาต้องสามารถดึงจิตวิญญาณจากเด็ก
การศึกษาต้องสามารถปรับแต่งได้ เพื่อการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง การศึกษาจะต้องสามารถดึงจิตวิญญาณจากเด็กนักเรียนแต่ละคนออกมาได้ ต้องเข้าถึงหัวใจของเด็กๆ ทุกคน  

Prince กล่าวต่อว่า มันอาจจะดูเหมือนเรื่องเพ้อฝัน แต่มันกำลังเกิดขึ้นในประเทศฟินแลนด์ พวกเขามีชั่วโมงเรียนน้อยลง ครูมีรายได้ที่มากพอ เด็กไม่มีการบ้าน พวกเขาเน้นความร่วมมือ แทนที่จะแข่งขัน การศึกษาของพวกเขาทิ้งประเทศอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น ประเทศอย่างสิงคโปร์ก็พัฒนาการศึกษาอย่างรวดเร็ว 

การศึกษาไม่ได้มีทางออกแค่ทางเดียว
"โลกของปลา ที่ไม่ต้องต้องถูกบังคับให้ปีนต้นไม้อีกต่อไป"

สุดท้าย Prince EA ขอบคุณทุกท่านที่ชมวิดีโอนี้ และเขาอยากให้ทุกคนช่วยแสดงความคิดเห็นว่า จะสามารถสร้างอนาคตด้านการศึกษาที่ดีได้อย่างไร ทาง https://www.neste.com/preorderthefuture/



6 นาที อาจเปลี่ยนความคิดคุณได้ 
คลิบวิดีโอนี้ มีความความยาวเพียง 6 นาที แต่เป็น 6 นาทีที่อาจเปลี่ยนความคิดเรื่องระบบการศึกษาของคุณได้ ที่ผมสรุปมาเป็นเพียงบางช่วงบางตอน หากท่านผู้อ่านสนใจสามารถคลิกชมได้ตามลิงค์ที่ให้ไว้ด้านล่างนี้  

****************************
รวมรวมโดย 
ชาติชยา ศึกษิต : 29 ก.ย.2559

ที่มาข้อมูล

อ่านต่อ >>