วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

วิกิลีกส์ "คนเมื่อสวมหน้ากากแล้ว จะกล้าพูดความจริง"


เมื่อวานนี้ ผมชม DVD เรื่อง "The Fifth Estate" แปลเป็นภาษาไทยว่า "วิกิลีกส์ เจาะปมลับเขย่าโลก" (จริงๆ แล้วน่าจะแปลว่า "ฐานันดรที่ 5" มากกว่า)  ภาพยนต์เรื่องนี้บอกว่าสร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริง ผมเลยลองค้นหา "วิกิลีกส์" จาก Google พบว่ามันมีอยู่จริงครับ อ่านดูแล้วมีทั้งความน่าชื่นชม และน่าตกใจ    

Wikileaks
วิกิลีกส์ ( Wikileaks) เป็นเว็บไซต์ที่อนุญาตให้ "ผู้ใช้" สามารถนำข้อมูล คำสัมภาษณ์ บทสนทนา คลิบภาพ คลิบวิดีโอ หรือเอกสารที่ไม่เคยเปิดเผย ที่เรียกว่า "ความลับ" ของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ มาเผยแพร่ได้  ผู้ก่อตั้งฯ กล่าวว่าด้วยระบบความปลอดภัยที่เขาออกแบบและวางระบบไว้ "ผู้ใช้, ผู้ที่ส่งข้อความลับ หรือผู้ที่เป็นแหล่งข่าว" ที่ส่งข้อมูลมายังวิกิลีกส์นั้น จะมีความปลอดภัย และไม่มีทางที่ใครจะสืบค้นได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งมาจากที่ไหน และส่งมาจากใคร  และจะไม่มีใครสามารถติดตามหรือหาที่อยู่ของผู้ส่งสารได้ แม้จะเป็นนักแฮกเกอร์ระดับโลกที่เก่งกาจปานใดก็ตาม      


วิกิลีกส์ แฉข้อมูลลับของโลกหลายเรื่องที่ไม่เคยมีใครได้รู้ ได้ฟัง  จนกระทั่งเสถียรภาพของรัฐบาลประเทศมหาอำนาจหลายประเทศถึงกับสั่นคลอน  และถึงขั้นรัฐบาลของสหรัฐอเมริกามีความพยายามโจมตีและปิดเว็บไซต์นี้  เว็บไซต์วิกิลีกส์นี้เรียกง่ายๆ ก็คือ " เว็บไซต์ของนักเปิดโปง" นั่นเอง   
(อ่านเพิ่มเติม ได้ที่  : https://th.wikipedia.org/wiki/วิกิลีกส์ และ Wikileaks คืออะไร)


จิ้งจอกเดียวดาย
สถานการณ์ของการก่อการร้ายตามลำพัง (Lone Wolf Terrorism) ปัจจุบันเริ่มปรากฏให้เห็นบนโลกใบนี้แล้วและจะเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ การก่อการร้ายชนิดนี้ หมายถึง ผู้ก่อการร้ายที่ก่อเหตุความรุนแรงด้วยตัวคนเดียวหรือแค่กลุ่มเล็กๆ โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากองค์กรใดๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาทางจิต ได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจมาจากอุดมการณ์และความเชื่อของตนเอง "โลนวููล์ฟ" แปลเป็นไทยแบบเท่ๆ ก็คือ "จิ้งจอกเดียวดาย"  
(อ่านเพิ่มเติม Lone wolf (terrorism))



คนเมื่อสวมหน้ากากแล้ว จะกล้าพูดความจริง
ปัจจุบันข้อมูล ข่าวสาร จำนวนมากมายมหาศาลบนโลกไซเบอร์ขณะนี้ กำลังทะลักลื่นไหลด้วยความรวดเร็วและไม่จำกัดขอบเขต มันสามารถที่จะสร้างกระแสสังคมให้หันไปในทิศทางใดๆ ก็ได้ หลายคนแค่มีโทรศัพท์มือถือก็สามารถสร้าง "ข้อมูลข่าวสาร" ของตนเองและเผยแพร่มันไปทาง Social media ต่างๆ ได้ หลายคนถึงขั้นสำคัญตัวผิดว่า "ตัวเองเป็นนักข่าว"   


ข้อมูลข่าวสารที่เสพอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักเป็นข้อมูลที่เกิดจากการสร้างขึ้น มีการวางแผนจัดเตรียมว่าจะเผยแพร่ออกไปอย่างไร และต้องการผลอย่างไรจากข้อมูลข่าวสารที่ส่งออกไปนั้น  จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น  "ข้อมูลเทียม" ไม่ใช่ "ข้อเท็จจริง"  

วิกิลีกส์ถูกสร้างขึ้นภายใต้ตรรกกะที่ว่า "คนเมื่อสวมหน้ากาก แล้วจะพูดความจริง"   ผู้จัดทำเว็บไซต์วิกิลีกส์ เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ไม่เกิน 5 คน ที่สามารถเขย่าโลกได้จากข้อมูลลับที่มีผู้ส่งมาให้จากทั่วโลก คนกลุ่มนี้ จึงเปรียบได้เสมือนกับ "จิ้งจอกเดียวดาย" 

ในประเทศไทยตอนนี้ ก็เริ่มมีเว็บไซต์ และ Social media ประเภทเปิดโปงข้อเท็จจริงต่างๆ ของรัฐบาลให้เห็นมากขึ้น  คนหรือกลุ่มคนที่สร้างขึ้นเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนกับ "จิ้งจอกเดียวดาย" สัญชาติไทย เช่นกัน ซึ่งรัฐบาลมักมองเขาเสมือนผู้ก่อการร้าย คอยจ้องที่จะล้มล้างรัฐบาลอยู่ร่ำไป     

จิ้งจอก(สัญชาติไทย)เดียวดาย เหล่านี้อาจไม่สามารถเขย่าบัลลังก์ของรัฐบาลได้ ดั่งเช่น เว็บไซต์วิกิลีกส์ อาจเป็นเพราะในประเทศไทยไม่มีคนกล้าพอที่จะส่งข้อมูลลับให้กับเขา แต่ในส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า "ยังมีคนไทยหลายคนอยากจะแฉความจริง แต่เขายังไม่มีหน้ากากที่จะสวมใส่เท่านั้นเอง"

หาหน้ากากให้คนเหล่านั้นใส่เสีย แล้วเขาจะพูดความจริง

******************************
ชาติชยา ศึกษิต : 5 ก.พ.2561

คนเมื่อสวมหน้ากากแล้ว จะกล้าพูดความจริง
     
          
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

อธิษฐานรักที่ผานกเงือก

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2561  ผมมีโอกาสได้พาทีมผลิตรายการ "ซูเปอร์เวียร์"  ซึ่งออกอากาศทางช่อง 7 ในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ไปพบกับกลุ่มคนที่น่ายกย่องกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า" (ดูเพจ)   จากการที่ได้พูดคุยและสนทนากันแล้ว รู้สึกชื่นชมในความตั้งใจของคนกลุ่มนี้  ที่พยายามจะอนุรักษ์เผ่าพันธุ์ของนกเงือก  มิให้สูญหายไปจากการทำลายของน้ำมือมนุษย์อย่างพวกเรา



บ้านบางกะม่านี้เป็นกลุ่มบ้านชาวกะเหรี่ยงเล็กๆ ตั้งอยู่เรียงรายบนสันเขาตะนาวศรี เป็นส่วนหนึ่งของ บ้านโป่งกระทิงบน หมู่ 1 ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี   "บางกะม่า" เป็นภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "หนองน้ำหรือสระน้ำ"  กลุ่มรักนกเงือกฯ นี้ ส่วนใหญ่เป็นคนในบ้านโป่งกระทิงบนนั่นเอง อยู่มาตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่ กลุ่มคนเหล่านี้ รวมตัวกันเพื่อที่จะอนุรักษ์ผืนป่าแห่งบ้านคาไว้ให้อุดมสมบูรณ์  โดยเฉพาะ "นกเงือก" ที่กำลังจะสูญพันธ์

ภาพนกเงือกที่บางกะม่า



ภาพนกเงือกที่บางกะม่า
ภาพจาก FB กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า 
นกเงือก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความซื่อสัตย์  หากพบนกเงือกที่ไหน แสดงว่าที่นั่นยังคงเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์  ในประเทศไทยพบนกเงือกประมาณ 13 สายพันธ์ แหล่งที่พบเห็นได้มีไม่มากนัก และที่ "ผานกเงือก" แห่งบ้านบางกะม่า นี้ ถือเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่สามารถพบเห็นนกเงือกได้ประมาณ 4 สายพันธ์   

ซ่อมโพรงให้นกเงือก
ภารกิจปัจจุบันของกลุ่มรักนกเงือกฯ ขณะนี้ก็คือ การซ่อมโพรงให้นกเงือก เนื่องจากนกเงือกเมื่อลูกๆ เจริญเติบโตบินได้แล้วก็จะอพยพทั้งครอบครัวไปหากินตามผืนป่าต่างๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์  ทิ้งโพรงไว้ให้ร้าง ปีหน้าพอถึงฤดูผสมพันธ์ก็จะกลับมาใหม่ โพรงที่เคยอยู่อาศัยเดิมอาจจะตันและตื้นเขินไป  ไม่สามารถอยู่ได้  

ตามต้นไม้ใหญ่สูงๆ แถบบ้านบางกะม่านี้ จึงมีโพรงนกเงือกร้างให้เห็นอยู่มาก กลุ่มรักนกเงือกฯ จึงได้พยายามซ่อมแซมโพรงร้างเหล่านี้ให้กว้างและลึกมาก เพียงพอให้นกเงือกกลับมาใช้ทำรังเพื่อเลี้ยงลูกในฤดูกาลต่อไป  (นกเงือกไม่มีความสามารถในการเจาะโพรงไม้ อย่างนกหัวขวาน โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีเนื้อแข็ง)  

เนื่องจากโพรงนกเงือกที่จะอยู่บนต้นไม้ค่อนข้างสูง ผู้ที่ทำการซ่อมจึงจำเป็นต้องมีทักษะในการปีนป่ายในที่สูง ต้องใช้เชือก อุปกรณ์ และเทคนิคในการปีนหน้าผามาช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัย

ซ่อมโพรงนกเงือก
ภาพจาก FB กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า 
"หากเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ มีนกเงือกกลับมาอาศัยโพรงที่พวกเขาซ่อมแซมแล้ว ก็จะถือความเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง ในการสร้างรังให้นกเงือก"  นี่เป็นความหวังหนึ่งของกลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า


โพรงที่ทำการซ่อมแซม
ภาพจาก FB กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า 
ผมเห็นกิจกรรมมากมาย ที่ กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า  ทำ  เลยถามว่า มีงบประมาณจากไหนมาสนับสนุนให้บ้าง เขาตอบว่า ไม่มีหรอกครับ พวกเราช่วยกัน ทำด้วยใจรักในผืนป่าและบ้านเกิด ส่วนมากจะใช้เงินของตัวเองและทรัพยากรที่พอมีอยู่มาดัดแปลง บางครั้งบางคราวก็มีผู้มาสนับสนุนบ้าง สำหรับอุปกรณ์ปีนป่ายสำหรับซ่อมโพรงนกเงือกที่เห็นนั้น มีผู้ใหญ่ใจดีบริจาคให้พวกเรามา บางอย่างเราก็ซื้อกันเอง (ผมฟังแล้ว นึกเสียดายงบประมาณบางโครงการที่ทิ้งๆ ขวางๆ ของบรรดาส่วนข้าราชการทั้งหลาย  ทำไม? ไม่หันมาสนับสนุนกิจกรรมดีดีแบบนี้บ้างนะ)         

ทางกลุ่มฯ เล่าต่อว่า การสร้างโพรงให้นกเงือก หากไม่มีโพรงไม้เก่าก็สามารถสร้าง "รังเทียม" ให้นกเงือกได้ โดยใช้ถังไวน์เก่า ขึ้นไปแขวนแทน ซึ่งกลุ่มรักนกเงือกฯ นี้  กำลังพยายามเช่นกัน เห็นว่ากำลังจะมีคนบริจาคถังไวน์ให้  แต่ก็ยังไม่รู้เมื่อไหร่

ที่มาของภาพ โครงการพัฒนาโพรงรังเทียมนกเงือกจากถังไวน์เก่า
  
อธิษฐานรักที่ผานกเงือก
การที่จะพบเห็นนกเงือกนั้น ค่อนข้างลำบาก ที่บ้านบางกะม่านี้  พื้นที่ที่สามารถชมนกเงือกได้เขาเรียกว่า "ผานกเงือก" ซึ่งต้องเดินป่าขึ้นเขาจากสำนักสงฆ์บางกะม่า ไปอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วแต่เดินช้าเดินเร็ว และขึ้นไปแล้วก็ใช่ว่าจะได้เห็นเขานะครับ มันอยู่ที่จังหวะและโอกาส แต่ถึงจะไม่ได้เห็นนกเงือก เพียงแค่ได้ชมทิวทัศน์ของเทือกเขาตะนาวศรี ได้สูดกลิ่นอายของป่า สัมผัสอากาศเย็นและสายหมอกสีขาว แค่นี้ก็เติมพลังให้ชีวิตได้แล้วครับ     

เนื่องจากนกเงือก เป็นสัญญลักษณ์แห่งความรักและความซื่อสัตย์ ในวันวาเลนไทม์ ที่จะถึงนี้ หากหนุ่มสาวหรือสามีภรรยาคู่ใด ที่ต้องการให้ความรักของตนเองพบกับความสำเร็จสมหวัง ต่างมีรักเดียวใจเดียว อยู่กินด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ดั่งเช่นนกเงือก  ก็ลองหาโอกาสไปอธิษฐานรักที่ "ผานกเงือก" ดู ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวดีๆ ที่จะบันทึกไว้ในชีวิตรักของแต่ละคนอีกบทหนึ่งก็ได้  

บริเวณที่ซ่อมโพรงนกเงือก ยังมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ 

วันรักนกเงือก
วันที่ 13 ก.พ. ของทุกปี จะเป็น "วันรักนกเงือก" ท่านใดที่ประสงค์ที่ต้องการจะสัมผัสกับชีวิตรักของนกเงือกที่บ้านบางกะม่า ควรที่จะประสานและติดต่อล่วงหน้ากับทางกลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า นี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง และจะได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรปฏิบัติและอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ ในระหว่างการเดินป่าเยี่ยมชม      

ในวันแห่งความรัก (14 ก.พ.) ที่จะถึงในปีนี้ 
ลองไปอธิษฐานรักที่ "ผานกเงือก" กันดูนะครับ    


แกนนำกลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า
ภาพจาก FB กลุ่มรักนกเงือก บ้านบางกะม่า 

*****************************
ชาติชยา ศึกษิต : 29 ม.ค.2561
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

ํYou can't develop Thailand alone but we can.

ผมไม่ทราบว่าตนเอง รู้สึกสนใจเรื่อง "การเมือง" ตั้งแต่เมื่อใด  เดิมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้ว ผมคิดผิด แท้จริงมันเกี่ยวพันกับตัวเรา มาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงปัจจุบัน


ตอนเด็กๆ ผู้ใหญ่และครูบาอาจารย์ เคยเล่าให้ฟังถึงคุณงามความดีของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม , จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และอีกหลายคนให้ฟัง แต่พอโตขึ้นมา ผมลองศึกษาประวัติของท่าน จากหนังสือและเอกสารต่างๆ ในหลากหลายแง่มุุม  ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่อย่างที่ท่านเล่า 

คณะราษฎร ที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2475 ดูเหมือนจะเป็นการ Start up ประเทศไทยใหม่เพื่อความศิวิไลซ์ในระบอบการปกครองที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย" จนล่วงมาบัดนี้ รวม 86 ปีแล้ว ผมคิดว่ามันไม่ไปถึงไหนเลย  "อำนาจไม่เคยอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง  ส่วนอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ได้ขึ้นมาปกครอง"  

เหตุการณ์รัฐประหารที่ผมพอจะจำได้ เพราะเริ่มโตแล้ว
  • 14 ต.ค..2516 ตอนนั้นผมยังเรียนชั้น ม.ศ.1  เกิดเหตุการณ์ "วันมหาวิปโยค" เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ขับไล่ จอมพลถนอม กิตติขจร  จอมพลประพาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร เหตุการณ์นี้ ผมคอยฟังข่าวอย่างตื่นเต้น แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ  ห้วงเวลานั้นทราบว่า เวลาทหารจะเดินทางไปไหนมาไหน ไม่กล้าแต่งเครื่องแบบ เพราะกลัวจะโดนประชาชนชนรุมด่ารุมทำร้าย  
  • 6 ต.ค.2519 ผมเริ่มเข้าโรงเรียนทหาร เกิดเหตุการณ์ต่อต้านการเดินทางกลับประเทศไทยของ จอมพลถนอม กิตติขจร และเกิดการรัฐประหาร นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจจากรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เรียกตัวเองว่า "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" ตอนนั้นผมก็ได้แต่คอยฟังข่าวสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวจากทางกองทัพฝ่ายเดียว ข่าวฝ่ายประชาชนไม่เคยทราบเลย และผมไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ ได้แต่เตรียมพร้อมอยู่ในกรมกอง 
  • 26 มี.ค.2520 เกิดเหตุการณ์กบฎพลเอกฉลาด หิรัญศิริ  ตอนนี้ ผมเริ่มตั้งคำถามในใจว่า ทำไม พลเอก ฉลาดฯ จึงพยายามจะทำการปฏฺิวัติฯ  บ้านเมือง มันเกิดอะไรขึ้น แต่เผอิญท่านทำไม่สำเร็จก็เลยถูกตราหน้าว่าเป็น "กบฏ"
  • 20 ต.ค.2520 เกิดการรัฐประหารอีกครั้ง นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เข้ายึดอำนาจรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร 
  • 23 ก.พ.2534 การรัฐประหาร นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจรัฐบาลจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งเรียกคณะตัวเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ" (รสช.) 
  • พ.ศ.2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ต่อต้าน พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก   
เหตุการณ์ที่ผมมีส่วนร่วมโดยตรง 
การรัฐประหารที่กล่าวมา ส่วนใหญ่ ผมจะถูกสั่งให้แค่เตรียมพร้อมอยู่ในกรมกอง ส่วนเหตุการณ์ที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง มีดังนี้ 
  • พ.ศ.2548 เกิดปรากฏการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มคนเสื้อเหลือง) นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล  ลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลและระบอบทักษิณ งวดนี้ผมแอบไปร่วมชุมนุมด้วยครับ   
  • 19 ก.ย.2549 เกิดการปฏิวัติ นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  เรียกตัวเองว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) 
  • พ.ศ.2550 เกิดการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ใช้วาทะกรรม "ไพร่และอำมาตย์" เป็นเงื่อนไข   
  • พ.ศ.2556 เกิดปรากฏการณ์ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ครั้งนี้ ผมก็แอบไปร่วมเป่านกหวีดด้วยเหมือนกัน 
  • 22 พ.ค.2557 เกิดการรัฐประหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเรียกคณะตัวเองว่า  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

จากวันนั้น ถึงวันนี้ ประเทศไทยได้อะไร
จากการทำรัฐประหารของบรรดาขุนพลทหารทั้งหลาย ตั้งแต่ พันเอกพระยาทรงสุรเดช (เมษายน 2476) พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (มิถุนายน 2476)  จอมพลผิน ชุณหะวัณ (2490 และ 2491) จอมพลแปลก พิบูลสงคราม (2494) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2500 และ 2501) จอมพลถนอม กิตติขจร · (2514)  พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ (2519 และ 2520) พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ (2534) พลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน (2549) และคนสุดท้ายคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (2557) รวมแล้ว  10 ขุนพล  

หากเราลองนั่งสงบจิตคิดทบทวนดูด้วยใจเป็นกลางว่า
หลังจากรัฐประหารแล้ว ประเทศไทยได้อะไรบ้าง?  

ในความเห็นส่วนตัว ผมว่าคิดว่ามันเป็นการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นๆ  แต่กลับไม่ส่งผลต่อการพัฒนาบ้านเมืองในระยะยาวและมีความยั่งยืนแต่อย่างใด ประเทศไทยจึงไม่ได้พัฒนาไปถึงไหนเสียที ผิดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่เราเคยดูแคลนเขา กลับพัฒนานำหน้าเราไปกันเกือบหมดแล้ว 

ฤา มันเพียงเป็นแค่วงจรเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา มีอำนาจแล้วก็ถูกชิงอำนาจ เป็นงูกินหางเช่นนี้ตลอดไป ประเทศเราไม่เคยหลุดพ้นจากมันเลย และสถานการณ์การเมืองขณะนี้  ก็กำลังจะเข้ารูปเดิมอีกแล้ว  ที่กระทำรัฐประหาร...แล้วเสียของ 



ที่มาของภาพ http://www.lazerface.net/justiceleaguerunbkk/

You can't Develop Thailand alone.
ผมว่า คนไทยทุกคนล้วนรักประเทศไทย แต่เราไม่เคยพยายามให้ทุกคนได้รับโอกาสและมีส่วนร่วม มาช่วยกันคิดเพื่อพัฒนาประเทศของเราอย่างจริงจัง  ผู้ที่มีอำนาจมักมองเห็นว่าความคิดของตนเองและพรรคพวกนั้นดีและถูกต้องเสมอ ไม่ค่อยยอมรับฟังข้อคิดเห็นจากคนอื่นๆ  หากใครคิดต่าง ถือว่าไม่ใช่พวก  ผู้มีอำนาจมักชอบผูกขาดว่า "วิธีของเขาเท่านั้น ที่จะพัฒนาประเทศไทยได้" รัฐธรรมนูญไม่รู้กี่ฉบับ ถูกฉีกทิ้งและเขียนขึ้นใหม่จากผู้มีอำนาจใหม่เสมอ  แล้วมันจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนถึงเมื่อใดไม่ทราบได้       
ประเทศไทยมีคนเก่งอยู่มากมาย ในทุกสาชาวิชาชีพ เราจะทำอย่างไร จะให้คนไทยเหล่านั้น ได้มีโอกาสและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทยอย่างแท้จริง    ไม่ใช่เอาแต่พรรคพวกและคนใกล้ตัวมานั่งบริหารประเทศ 

คุณไม่สามารถพัฒนาประเทศไทยได้เพียงลำพังหรอก เราต้องช่วยกัน
You can't develop Thailand alone but we can.

******************************
ชาติชาย คเชนชล : 25 ม.ค.2561 
อ่านต่อ >>